เข้าสู่ระบบ!!
หน้าแรก สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย
Mobile    
ค้นหา:
  บทความ  รถเข็น 
สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 21/02/2548
ปรับปรุงเวบเมื่อ 05/10/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 100


หมวดหมู่สินค้า/บริการ



eXTReMe digital Tracking
eXTReMe Tracker
Powered by  MyPagerank.Net

จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

Link
มหาลัยเที่ยงคืน
วัดพระบาทน้ำพุ
เวปร้านจำหน่ายลูกเป้ง



ของแปลก..ของหายาก ต้อง SP Antique สินค้าบางอย่างอาจมีราคาแพง อย่างไรก็ตามสินค้าที่ซื้อไปแล้ว ทางผมยินดีรับคืนเมื่อไม่ต้องการ ขอให้สภาพเหมือนดังที่ซื้อไปตอนแรกครับ *(เงื่อนไขการรับคืนโทรสอบถามอีกที)

บทความ
โลกใหม่ตัวตนใหม่ ย่อมาจากหนังสือ [บิ๊กแบงภายในใจ] (อ่าน 10793/ตอบ 0)

     ทฤษฎีบิ๊กแบงนั้นได้รับการเชื่อมต่อด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution Theory) ของชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) เมื่อโลกเย็นตัวลงนั้น ปฏิกิริยาเคมีจากมวลสารในโลกในที่สุดแล้วก่อให้เกิดไอน้ำ และไอน้ำก่อให้เกิดเมฆ และเมฆตกลงมาเป็นฝน ทำให้เกิดแม่น้ำ ลำธาร ทะเล และมหาสมุทร วิวัฒนาการนี้มีลักษณะแบบ “ก้าวกระโดด” (Emergent Evolution) เมื่อมีสารอนินทรีย์และน้ำปริมาณมหาศาลเป็นเวลาที่ยาวนาน ในที่สุดคุณภาพใหม่คือ “ชีวิต” (Life) ก็เกิดขึ้น จากโครงสร้างของเซลล์ๆเดียว ชีวิตได้วิวัฒนาการซับซ้อนยิ่งขึ้นจนเป็นอาณาจักรพืชและสัตว์ การต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมในโลกธรรมชาติทำให้ชีวิตวิวัฒนาการแบบกาวกระโดดจากสัตว์น้ำ เช่น หนอนทะเล และปลา มาสู่สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น ปลาตีน กบ และสัตว์เลื้อยคลาน มาสู่สัตว์บก เช่น สิงห์สาราสัตว์ มาสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ลิง มนุษย์ ทั้งหมดนี้กินเวลาหลายร้อยล้านปี
ในวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดของจักรวาลและโลกนี้ มีคุณภาพใหม่ที่สำคัญเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดสี่ ประการ คือ มวลสาร น้ำ ชีวิต และ “จิตใจ” (Mind) นักชีววิทยาสังเกตว่า รูปแบบของชีวิตที่ซับซ้อนนับตั้งแต่ปลาขึ้นมาล้วนมีสิ่งที่เรียกว่าจิตใจเกิดขึ้นแล้ว เช่น ปลาโลมา แมว สุนัข และลิง แต่ที่มีคุณภาพสูงสุดได้แก่ “จิตใจของมนุษย์” จิตใจจึงเป็นปรากฏการณ์ ที่เป็นผลผลิตของวิวัฒนาการของจักรวาลนี้ กล่าวคือ เป็นจิตใจที่ใฝ่หาความรู้ความเข้าใจในตัวเอง มีความอิจฉาริษยา ขณะเดียวกันก็มีความเมตตากรุณา และใฝ่หาคุณธรรม ความจริงและสัจธรรม หรือาจกล่าวได้ว่าเป็นความรู้สึกซึ้งเกิดขึ้นภายในใจเราเอง ความคิดความรู้ที่โผล่พลุ่งขึ้นมาเองในความสงบในความฝัน หรือเป็นพรสวรรค์ของบุคคลบางคน หรือเป็นเหตุการณ์เร้นลับเหนือธรรมชาติที่เกิดกับชุมชนในบางครั้ง “จิตที่เปลี่ยนสภาพไป” ในช่วงนั้น หรืออาจอธิบายว่าเป็นอภิญญา ที่เกิดจากจิตที่แน่วนิ่งอยู่กับสมาธิหรือที่จดจ่อกับงานหรือสิ่งที่กำลังเกี่ยวข้องอยู่ในขณะนั้นๆ จิตอยู่ในภวังค์เช่นนั้น ประหนึ่งไม่ใช่เป็นตัวของตัวเองแต่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของจักรวาล ดังเหมือนอยู่โลกใหม่หรือภพใหม่นี้เอง

บังเกิดโลกใหม่หรือปัญญาใหม่ในชีวิตไม่เกิดตัวตนของตน
     เมื่อมีความรู้สึกเป็นตัวตนเป็นของตนเกิดขึ้นมาอย่างเต็มในรูปนี้แล้ว ก็นับได้ว่าการเกิดหรือโลกใหม่ได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว และหลังจากนั้นเราจะรู้ความทุกข์เท่าทันตน โดยสมควรแก่กรณี คือมากบ้างน้อยบ้าง ส่วนในกรณีของผู้ที่หมดการยืดมั่นในตัวตน ท่านไม่มีความรู้สึกว่าพอใจหรือไม่พอใจ กล่าวคือไม่คิดปรุงหรือคิดต่อไปให้เป็นอารมณ์ดีหรือเป็นอารมณ์ร้ายขึ้นมาได้ ความรู้สึกว่า “ตัวเรา–ของเรา” จึงไม่มีช่องทางที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะไม่มีการรับรู้เทียมเข้ามาบันดาล มีแต่การรับรู้ที่แท้จริงอยู่ประจำ การกระทบของสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็เป็นแต่สักว่าการกระทบหรือผ่านเข้ามาเฉยๆแล้วก็ดับไป พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็สิ้นสุดลง ไม่คิดปรุงเป็นความรู้สึกหรือเป็นความอยากขึ้นต่อไป ความรู้สึกว่า “ตัวตน–ของตน” จึงไม่เกิดขึ้น เพราะกระแสแห่งการเกิดถูกตัดตอนเสียแล้วตั้งแต่ในขั้นของการกระทบทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเพราะการรับรู้มีอยู่ อารมณ์จึงเกิดมีความหมายขึ้นมา จิตที่ประกอบอยู่ด้วยการับรู้ย่อมคิดปรุงต่อไปเป็นความรู้สึกที่เป็น “ตัวเรา–ของเรา”เนื่องมาจากอารมณ์นั้นๆไป อารมณ์ที่ประทับใจแรงและนาน เราเรียกเป็นอารมณ์ใหญ่อารมณ์ที่มีความประทับใจนิดหน่อย เรียกอารมณ์เล็ก ส่วนที่อยู่ในระหว่างนั้นเรียกว่าอารมณ์ธรรมดา ปติกิริยาต่างๆ ที่กระทำลงไปก็สุดแต่กำลังของอารมณ์ที่ใหญ่หรือเล็ก อารมณ์ที่เป็นเหตุให้เกิดมีปติกิริยาขนาดใหญ่ ย่อมมีกำลังมากพอที่จะทำให้ร่างกายสั่นหรือใจสั่น หมายความว่ามีการประทับใจมากจึงมีเจตนามาก มีผลเกิดขึ้นคือทำให้เกิด “ตัวเรา–ของเรา” ชนิดที่ใหญ่หลวง ทำให้เกิดความระส่ำระสายเป็นทุกข์อย่างยิ่งถ้าอารมณ์น้อยก็เป็น “ตัวเรา–ของเรา” อย่างน้อย และมีความทุกข์น้อย ฉะนั้น จึงเป็นตัวตนอย่างมนุษย์ธรรมดาก็ได้ ฉะนั้น ใครจะเป็นตัวตนอย่างสัตว์ชั้นต่ำหรือสัตว์ชั้นสูงก็ได้ หรือเป็นตัวตนอย่างเทวดา หรือพรหมก็ได้ (อยู่ที่ระดับจิตใจเรา)
เท่าที่บรรยายมาทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นลักษณะต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน-ของตน” ให้เห็นมูลเหตุแห่งการเกิดขึ้นของมัน ให้เห็นสิ่งตรงกันข้าม คือ ความว่างจากความมี “ตัวตน-ของตน” และให้เห็นวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความว่างจาก “ของตัวตน” ในฐานะที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับมนุษยชาติทั้งมวลเพราะว่าความทุกข์ของคนทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภูมิไหนสูงต่ำอย่างไรก็ล้วนแต่มีความทุกข์เนื่องมาจากสิ่งที่เรียกว่า การสำคัญตัวเองผิด หรือการยืดมั่นถือมันในตัวตน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โดยสรุปอย่างสั้นว่า “เบญจขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน หรือความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองนั่นแหละเป็นตัวทุกข์” การปรุงแต่งก็เป็นมูลเหตุให้เกิด “การยึดมั่นถือมั่น” นี่เป็นคำสอนของท่าน พุทธทาสภิกขุ ที่สอนไว้อย่างน่าคิด และยังกล่าวสอนอีกว่า
การดับการปรุงแต่งเสียได้ คือ การดับทุกข์สิ้นเชิง การมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องทุกลมหายใจ เข้า - ออก ทั้งในขณะปกติที่ไม่มีอารมณ์รบกวนและทั้งในขณะที่เผชิญหน้ากันกับอารมณ์นั่นแหละ คือ การปฏิบัติชอบ อันจะทำให้มนุษยชาติประสบสันติสุขอันถาวร ทั้งภายนอก และ ภายใน รวมทั้งส่วนตัวและส่วนร่วมต่อสังคมและต่อประเทศจนถึงต่อธรรมชาติโลกมนุษย์เรานี้ด้วย ตลอดเวลาที่มนุษย์เราไม่เข้าถึงความจริงข้อนี้ โลกนี้จะยังคงมีวิกฤติการณ์ถาวร ระส่ำระสายวุ่นวายไม่มีหยุด อย่างที่ไม่มีใครจะช่วยได้ เพราะเป็นการกระทำที่ฝืนหลักความจริงแท้ หรือธรรม หรือธรรมชาติ ฉะนั้นจึงอย่าได้ประมาท ในเรื่องของตัวตน จงได้พิจารณาโดยใช่ปัญญาดูกันภายในตัวเองใหม่ไปด้วย ให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ แล้วก็จะได้ประสบสิ่งที่ดีที่สุด หรือประเสริฐที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้รับกับมาต่อธรรมชาติในสรรพสิ่งนี้โดยไม่ต้องสงสัยเลย คือ การได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสุนทรียของชีวิต สุนทรียของธรรมชาติ สุนทรียของจักรวาล และทุกสรรพสิ่ง กล่าวคือ...นิพพาน

     ความบริสุทธิ์ของหลักสำคัญสูงสุด ทั้งสองประการ คือ จิตหนึ่งหรือพุทธะด้านหนึ่ง กับนิพพานอีกด้านหนึ่ง จะมีคุณสมบัติและความบริสุทธิ์เป็นเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันที่มิติและมีเส้นทางที่ต่างกันออกไป เปรียบได้กับจักรวาลวิทยาว่าด้วยการเกิดของจักรวาลที่เป็นขามาหลังบิ๊กแบง กับ จักรวาลที่เป็นขากลับหลังบิ๊กครันซ์ (ซึ่งความเห็นยังไม่ยุติระหว่างจักรวาลปิดหรือจักรวาลเปิด) แต่ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กครันช์ของจักรวาลปิด หรือจุดกลางของหลุมดำของจักรวาลเปิด ต่างก็มีแต่การเกิดๆ ดับๆ ที่ไม่สิ้นสุดในวิชาจักรวาลวิทยาใหม่ ที่ก็ไม่ได้ต่างกันกับจักรวาลในทางพุทธศาสตร์ ความเป็นขามาและขากลับไป ของวิวัตตา – สังวิวัตตา ตลอดไป...
     สุดท้ายนี้ของหนังสือเล่มนี้ และ สุดท้ายในอดีตกาล ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ได้ตรัสคำสอนวาจาเป็นครั้งสุดท้ายแก่มนุษย์ในโลกนี้ไว้ พระองค์ได้ตรัสว่า...

“สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไป และเสื่อมไปเป็นธรรมดา”
“ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้น ให้บริบูรณ์ถึงที่สุด”
“ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

Siriphong P.

หมายเหตุ :  สามารถอ่านฉบับย่อได้ตามเวปลิกค์ทางซ้าย

สินค้า/บริการ แนะนํา
เกมส์กดคาสิโอ CASIO WESTERN BAR CG-300
ราคา 9,500.00 บ.
Chess Set หมากรุก ยุคสมัยจักรวรรดิโรมัน ชุด Pro Chess Set
ราคา 45,000.00 บ.
ลูกประคำหินลาวา 108 เม็ด สำหรับไว้ทำสมาธิ
ราคา 5,500.00 บ.
Franklin Mint 1844 Morse Proves Telegraph Medal
ราคา 1,000.00 บ.
กล้องใช้ฟิลม์เก่าจาก Made in Germany (East) 1968
ปกติ 7,000.00 บ.
พิเศษ 5,000.00 บ.
จุญแจโบราณจากประเทศเนปาล อายุ 1000 s. กว่าปี Old Key
นำมาสองชิ้นเท่านั้นราคาโปรดดูในรูป
ลูกประคำจากประเทศเนปาล - สินค้าหมด!
ราคา 800.00 บ.
นาฬิกาแดดและเข็มทิศ  T.COOKE & SONS LONDON 1858 - MUST LOOK
7,000 บาท จำหน่ายแล้ว !
อาวุธโบราณจากประเทศเนปาล
ราคา 3,000.00 บ.
ลูกปัดหินลาวา
ราคา 300.00 บ.

หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//